วันอาทิตย์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560

ซื้อตอน Breakout เลยหรือ รอก่อนดี

ซื้อตอน Breakout เลยหรือ รอก่อนดี

            เป็นคำถามที่เทรดเดอร์หลายสงสัยว่า การซื้อตามในช่วงราคา Breakout ผ่านแนวรับหรือแนวต้านนั้นกับ การรอจังหวะที่ราคาย่อตัวหลังจาก Breakout แล้วค่อยเข้าอันไหนดีกว่ากัน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะในโลกแห่งการเทรดนั้น มีหลากหลายวิธีการที่สามารถกำไรได้ ซึ่งแต่ละวิธีการนั้นก็แตกต่างกันออกไป
           
ซื้อเมื่อ Breakout
รอ Pullback
ไม่ตกรถ
มีโอกาสตกรถ
ได้ราคาสูง
ได้ราคาที่ดีกว่า

ตัวอย่างการ Breakout แล้วไปเลย

ตัวอย่างการ Breakout แล้ว Pullback กลับมาก่อน

            การซื้อตามเมื่อ Breakout นั้นเราจะไม่มีทางตกรถแน่นอน แต่อย่างไรก็ดี โอกาส Fail break มีสูง ราคาที่ได้ก็สูง แต่ถ้าราคาเกิดเทรดจริง การเข้า Breakout ในครั้งนั้นก็คุ้มค่า ส่วนการซื้อรอราคา Pullback นั้นก็จะได้เปรียบที่ว่าได้ราคาที่ดีกว่า แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะตกรถ หากการ Break ครั้งนั้นราคาไม่ย่อตัวมาให้เราเข้าซื้อ

            ซึ่งทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่อีกหลายปัจจัยที่จะบ่งชี้ว่าการ Break ครั้งนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม โดยสามารถสังเกตจากความแข็งแกร่งของแนวรับ แนวต้าน , โมเมนตัม, รอบการแกว่งตัว และอื่นๆ แถมอีกการตั้งรอของการซื้อในช่วง Pullback นั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเทรดเดอร์เองอีกว่าจะตั้งลึกแค่ไหน ถ้าตั้งรอลึกราคาที่ได้จะดีมาก แต่โอกาสได้ก็จะน้อย แต่ถ้าตั้งไม่ลึก โอกาสได้ของก็จะมีสูง แต่ราคาที่ได้ก็จะไม่ดี อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเทรดเดอร์แต่ละคนว่าจะใช้สิ่งให้ออกมาลงตัวที่สุดในการเทรด

ทีมงาน : forexthairich.com

ความแข็งแกร่งของแนวรับแนวต้าน

ความแข็งแกร่งของแนวรับแนวต้าน


            การเทรดที่ดี ควรเทรดในจังหวะที่โอกาสการชนะของเรานั้นสูง ซึ่งโอกาสที่สูงนั้นมาจากการพิจารณาสิ่งต่างๆ ประกอบกัน โดยอาศัยความรู้ และประสบการณ์ในการเทรด จากการสังเกต ลองผิดลองถูก วินัย และการพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เทรดเดอร์ก้าวไปสู่การเป็นมืออาชีพในที่สุดได้


            ความแข็งแกร่งของแนวรับต้าน ถ้าเทรดเดอร์สังเกตเป็นก็จะเป็นตัวช่วยให้โอกาสการชนะในการเทรดแต่ละครั้งของเราสูงขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้สามารถสังเกตจากการดีดออกของราคาจากบริเวณแนวรับแนวต้านนั้น ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพจะคล้ายกับ แก้วน้ำที่มีน้ำตั้งอยู่ ถ้าน้ำในนั้นร้อนมาก เวลาเราเอามือไปจับแก้วนั้น เราก็จะต้องปล่อยมือออกอย่างรวดเร็ว เพราะเดี๋ยวมือจะพองเอาได้ แต่ถ้าน้ำในนั้นแค่อุ่นๆ เวลาเราเอาไปจับแก้วนั้นก็จะไม่เป็นอะไร สามารถจับได้นาน จับได้เรื่อยๆ

            ซึ่งพฤติกรรมของราคาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ถ้าแนวรับหรือแนวต้านนั้นแข็งแกร่ง เวลาราคาลงใกล้บริเวณดังกล่าวจะเกิดการดีดกลับอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยความไม่สมดุลของอุปสงค์กับอุปทานในบริเวณนั้นค่อนข้างแตกต่างกันอย่างมาก

            ตัวอย่างแนวต้านที่แข็งแกร่ง – จะสังเกตได้ว่าช่วงที่เป็นแนวต้านแข็งแกร่งนั้นจะประกอบด้วยแท่งเทียนสีแดงขนาดใหญ่ และมีการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของราคา แสดงถึงแรงขายที่รุนแรง ซึ่งถ้าราคาขึ้นไปทดสอบบริเวณนี้ ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่าโอกาสผ่านมีค่อนข้างน้อย สามารถหาจังหวะ Short ในช่วงบริเวณนี้ได้
           
            ส่วนตัวอย่างนี้เป็น แนวต้านที่ไม่แข็งแกร่ง คือจะเห็นได้ว่าบริเวณแนวต้านนี้ประกอบด้วยแท่งเทียนสีแดงและสีเขียวปะปนกันไป ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรมากนัก ทำให้เป็นแนวต้านที่ไม่แข็งแกร่ง ราคามีโอกาสทะลุผ่านได้อย่างง่ายดาย
            ลองนำหลักการไปประกอบการช่วยดูแนวรับแนวต้านที่แข็งแกร่งกัน เชื่อว่าจะเป็นตัวช่วยให้ประสิทธิภาพการเทรดของเทรดเดอร์นั้นสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทีมงาน : forexthairich.com

วันจันทร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2560

ช่วงห่างของเส้นเฉลี่ยที่คำนวณจากราคาปิดกับราคาเปิด

ช่วงห่างของเส้นเฉลี่ยที่คำนวณจากราคาปิดกับราคาเปิด

            ถ้าเราใช้มันอย่างเหมาะสม เส้นค่าเฉลี่ยจะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างมากในการเทรด เทรดเดอร์หลายคนมักใช้มาเป็นเครื่องมือที่ไว้ดูแนวโน้มว่าตอนนี้แนวโน้มเป็นอย่างไร ถ้าราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยก็แสดงถึงแนวโน้มขาขึ้น เทรดเดอร์ก็จะไม่เล่นฝั่ง Short จะคอยหาแต่จังหวะ Long ในทางตรงกันข้ามถ้าราคาอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยก็แสดงถึงแนวโน้มของขาลง เทรดเดอร์ก็จะไม่เล่นฝั่ง Long จะคอยหาแต่จังหวะ Short

            ที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นวิธีที่หลายคนคงทราบกันอยู่แล้ว แต่ยังมีการใช้เส้นค่าเฉลี่ยอีกมุมหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่เคยทราบ คือการดูช่วงห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยที่ใช้ราคาปิด กับราคาเปิด … คืออะไรเดี๋ยวมาดูกัน


            ส่วนมากรู้กันอยู่แล้วว่าเส้นค่าเฉลี่ยนั้นมักคำนวณมาจากราคาปิด (Closing price) นักเทคนิคหลายคนเชื่อว่า ราคาปิด นั้นสำคัญที่สุด เป็นราคาที่ตัดสินแล้วว่า แรงซื้อ หรือ แรงขาย คนไหนชนะ ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งถ้าเราเอาราคาเปิด มาเทียบกับ ราคาปิด นั้นถ้าแท่งไหนกว้างก็แสดงถึงความแข็งแกร่งของแนวโน้มนั้นมาก แต่ถ้าแท่งเทียนแคบก็แสดงให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของแนวโน้มนั้นอ่อน

            โดยเราสามารถนำหลักการนี้มาใช้กับเส้นค่าเฉลี่ยได้เช่นกัน เราจะเปรียบเทียบเส้นค่าเฉลี่ยที่มีจำนวนวันเท่ากัน แต่เส้นหนึ่งคำนวณจากราคาปิด และอีกเส้นหนึ่งคำนวณจากราคาเปิด มันสามารถบอกได้ว่า ความแข็งแกร่งของแนวโน้ม ณ ช่วงนั้นเป็นอย่างไร โดยดูจาก “ช่วงห่าง” ระหว่าง 2 เส้นนั้น
            ถ้า ห่าง = แนวโน้มแข็งแกร่ง
          ถ้า แคบ = แนวโน้มไม่แข็งแกร่ง

            ตัวอย่างกราฟของราคาทองคำในช่วงที่เส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน ที่คำนวณจากราคาปิด กับราคาเปิด โดยในช่วงที่เส้นค่าเฉลี่ยนั้นห่างกัน แสดงถึงแนวโน้มที่แข็งแกร่ง แต่ในช่วงที่เส้นค่าเฉลี่ยนั้นแคบเข้าหากัน แสดงถึงแนวโน้มอ่อนแรง

            เราสามารถนำไปประกอบการเทรด โดยในช่วงที่แนวโน้มแข็งแกร่งอยู่นั้น ถ้าแนวรับนั้นไม่แข็งแกร่งพอ ก็จะมีโอกาสทะลุได้อย่างง่ายดาย … ลองนำไปใช้กันดูนะครับ
           
ทีมงาน : forexthairich.com

วันเสาร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2560

Trend change

Trend change

            การเทรดตามแนวโน้มเป็นคำแนะนำของเทรดเดอร์มืออาชีพกันมาแต่ช้านาน ทุกคนล้วนกันพูดเป็นเสียงเดียวกัน ไม่ว่าจะสาย Mean-reversion หรือสาย Trend-following ก็แนะนำกันทั้งนั้น ซึ่งวิธีการในการแบ่งแยกแนวโน้มนั้นมีค่อนข้างหลากหลาย แต่ที่ใช้กันหลักๆคือ “เส้นค่าเฉลี่ย”

            ทั้งนี้เทรดเดอร์ส่วนมาก Set ค่าเส้นค่าเฉลี่ยโดยคำนวณจาก “ราคาปิด” แต่เราสามารถประยุกต์ใช้ ราคาเปิด และ ราคาปิด ในการพิจารณาแนวโน้มว่าเป็นอย่างได้เช่นกัน



            โดยจะใช้เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นที่มีจำนวนวันเท่ากัน แต่จะแตกต่างกันที่เส้นหนึ่ง คำนวณจาก ราคาเปิด และอีกเส้นหนึ่งคำนวณจาก ราคาปิด

            ซึ่งเราสามารถสังเกตจากการทำ Swing Low และ Swing High ของราคา ถ้าแนวโน้มขาขึ้นก็จะเป็นการทำ Higher High และ Higher Low ส่วนถ้าแนวโน้มขาลงก็จะเป็นการทำ Lower Low และ Lower High


            High MA หรือเส้นค่าเฉลี่ยที่คำนวณจาก High และ Low MA หรือเส้นค่าเฉลี่ยที่คำนวณจาก Low โดยถ้าเส้นค่าเฉลี่ย 2 สองนี้ เคลื่อนไหวสอดคล้องกับแนวโน้ม ก็หมายความว่าราคายังอยู่ในช่วงแนวโน้มนั้นอยู่ จากกราฟข้างต้น High ของ High MA ทำ High ต่ำลง ก็แสดงถึงยังอยู่แนวโน้มขาลงอยู่


            ส่วนกราฟข้างต้นนี้เป็นตัวอย่างการเปลี่ยนแนวโน้มของราคา โดย Low MA นั้นไม่ได้ทำ Low ต่ำลง แต่กลับยก Low สูงขึ้น (Higher Low) เป็นสัญญาณว่าราคาไม่ได้ยืนยันแนวโน้มขาลง มีโอกาสเปลี่ยนแนวโน้ม ซึ่งจากกราฟราคาก็กลับตัวเป็นดีดขึ้นแทน

            ซึ่งนี่เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะสังเกตว่าแนวโน้มในช่วงนี้มีทิศทางเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าเราเทรดตามแนวโน้มที่ราคาเป็นอยู่นั้น โอกาสการชนะของเราก็จะสูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

ทีมงาน : forexthairich.com

Spike candles

Spike candles

            เป็นหนึ่งในรูปแบบของแท่งเทียนที่จะช่วยหาจังหวะที่เรียกว่า Market Extremes หรือช่วงสูงสุด หรือต่ำสุดของราคา โดยรูปแบบนี้จะช่วยเทรดเดอร์สาย Technical หาจังหวะการเทรดได้ดีขึ้น โดยที่เรียกว่าช่วง Extremes นั้นคือเป็นจังหวะที่แท่งเทียนนั้นเกิดรูปแบบ Spike คือมีไส้ยาวๆ ขึ้นไปในด้านหนึ่ง และส่วนราคาปิดและราคาเปิดนั้นอยู่ที่บริเวณปลายของแท่งเทียนในด้านตรงกันข้ามของไส้ยาวๆ (ตามรูปด้านล่าง)

                                                          Source: FiboGroup

            ในความหมายของพวกแท่ง Spike นั้นคือ ในระหว่างวันราคามีแรงพยายามซื้อเพื่อดันราคาขึ้นใน (ในส่วนของ Bearish spike candles) แต่สุดท้ายแล้วแรงซื้อนั้นหมดลง ถูกหักล้างด้วยแรงขายที่รุนแรงกว่า จึงทำให้ราคาลงมาปิดที่บริเวณเดียวกับราคาเปิด แสดงถึงเป็นสัญญาณเชิงลบ
            ส่วน Bullish spike candles ก็ในทางตรงกันข้าม

           
            กราฟตัวอย่าง AUD/USD ที่เกิดแท่งเทียนลักษณะ Spike candles ซึ่งมักจะเป็นช่วง High หรือ Low ของรอบ Swing

            ยิ่งถ้าเรานำไปประกอบการใช้งานกับสิ่งต่างๆ อาทิเช่น แนวรับ แนวต้าน , เส้นค่าเฉลี่ย , Indicator ต่างๆ , Divergence และอีกมากมาย ก็จะยิ่งทำให้ประสิทธิภาพการใช้งานนั้นเพิ่มสูงขึ้น โอกาสการชนะในการเทรดของเราก็จะมากขึ้นด้วยเช่นกัน


            หลายคนอาจเคยได้ยินชื่ออื่นมาบ้าง โดยอาจจะคล้ายกับชื่อรูปแบบแท่งเทียนต่างๆพวก Morning/evening stars, doji, hammers, dragonflies, หรือ pinbars เป็นต้น ซึ่งอย่างไปซีเรียสเรื่องพวกชื่อแท่งเทียนนี้เลยครับ ให้สนใจความหมายของมันดีกว่า เพราะเราไม่ได้จะแข่งกันด้วยชื่อ เราแข่งกันด้วยผลการเทรดมากกว่า
           
ทีมงาน : forexthairich.com

Forex correlations

Forex correlations

            ความสัมพันธ์ของการเคลื่อนไหวในคู่เงินสกุลกับคู่เงินสกุลด้วยกันหรือสินค้าต่างๆ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเทรด แต่เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้าม ไม่ค่อยคำนึงถึง ที่บอกว่ามันสำคัญก็เพราะว่า บางคู่สกุลเงิน กับสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่าง มีความสัมพันธ์การเคลื่อนไหวที่เป็นในทิศทางเดียวกัน พูดง่ายๆคือ ถ้ามันขึ้น ก็ขึ้นพร้อมกัน ถ้ามันลงก็ลงพร้อมกัน ดังนั้นการเทรดสินค้า 2 สินค้าที่มีความสัมพันธ์เป็นในทิศทางเดียวกันจะทำให้เหมือนเราไปเพิ่มความเสี่ยงในการเทรดให้มากขึ้น ไม่ได้เป็นการกระจายความเสี่ยงแต่อย่างใด


แต่ก่อนมาดูว่าสินค้าใดมีความสัมพันธ์กันบ้าง ให้เรามาทำความเข้าใจว่าอะไรคือ Correlations หรือ ความสัมพันธ์
            ความสัมพันธ์ หรือ Correlations ในความหมายของการเทรดนั้นคือ เป็นการอธิบายการเคลื่อนไหวระหว่าง 2 โปรดักส์ทางการเงิน (คู่สกุลเงิน, หุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์ และอื่นๆ) โดยถ้าเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียว ค่าความสัมพันธ์จะเป็นบวก (Positive correlation) และแต่ถ้าเคลื่อนไหวในทางตรงกันข้าม ค่าความสัมพันธ์จะเป็นลบ (Negative correlation)
            Positive correlationเมื่อราคาของ 2 โปรดักส์นั้นเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน จะมีค่าความสัมพันธ์เป็นบวก ตัวอย่างเช่น คู่สกุลเงินระหว่าง EUR/USE กับ EUR/CAD เป็นต้น
            Negative correlationเมื่อราคาของ 2 โปรดักส์นั้นเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม จะมีค่าความสัมพันธ์เป็นลบ ตัวอย่างเช่น EUR/USD กับ USD/CHF คือเมื่อ EUR/USD ขึ้น ส่วน USD/CHF จะลง แต่ถ้า EUR/USD ลง โดย USD/CHF จะขึ้นเป็นต้น

ความสัมพันธ์ของโปรดักส์ต่างๆในตลาด Forex ที่สำคัญ
  1. Forex pair: เป็นที่เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าถ้าคู่สกุลเงินเหมือนกัน ความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวโดยรวมก็จะเป็นในทิศทางเดียวกัน อย่างเช่น EUR/USD, AUD/USD , NZD/USD , GBP/USD ที่มีสกุลเงิน USD เป็นสกุลเงินที่สองเหมือนกัน จะมีความสัมพันธ์เป็นบวก
กราฟตัวอย่าง USD/CAD, USD/CHF, USD/CNG, USD/CZK และ USD/SGD จะเห็นได้ว่าภาพพวกทิศทางเคลื่อนไหวไปในทางเดียวกัน



USD กับ USD Index
            ถ้าเราเทรดคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับ USD ก็ต้องติดตาม US Dollar Index เป็นหลัก เนื่อง USD Index จะช่วยให้เทรดเดอร์รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของค่าเงิน USD ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่งสามารถมาประกอบการวิเคราะห์กับคู่สกุลเงินที่เกี่ยวข้องกับ USD
            กราฟด้านล่างแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่าง EUR/USD กับ USD Index ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ที่เป็นลบ (Negative) โดย EUR/USD ในส่วนของ USD เป็นคู่เงินสกุลเงินรอง จะให้ค่าความสัมพันธ์ที่เป็นลบ แต่ถ้า USD เป็นคู่สกุลเงินหลัก จะให้ค่าความสัมพันธ์ที่เป็นบวกกลับ USD Index


Commodities
            เป็นที่นิยมของเทรดเดอร์สายโภคภัณฑ์โดยหลักคือ Canadian dollar และ Australian dollar หรือที่เรียกกันว่า Commodity currencies
            แคนนาดาเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำมันเป็นหลัก สภาพเศรษฐกิจจึงขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน ดังนั้นค่าเงิน CAD กับ ราคาน้ำมันจะมักไปในทิศทางเดียวกัน (ค่าความสัมพันธ์เป็นบวก)



            ส่วนออสเตรเลียเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกทองคำเป็นอันดับต้นๆของโลก ดังนั้นราคาทองคำกับค่าเงิน AUD มักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน (ค่าความสัมพันธ์เป็นบวก)


Safe haven
            สินค้าที่มักเรียกกันว่า Safe haven คือเวลาตลาดแย่ หรือมีเหตุการณ์ที่น่ากลัวอย่าง ภัยธรรมชาติ หรือสงคราม นักลงทุนจะหันมาลงทุนสินค้าพวกนี้ อย่างค่าเงิน Yen , Swiss franc และ ทองคำ นั่นเอง โดยพวกนี้จะมีทิศทางเดียวกัน


            กราฟของ JPYUSD กับ ราคาทองคำ จะเห็นได้ว่ามีความสัมพันธ์เป็นบวก ทิศทางเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกัน

วิธีการหาค่าความสัมพันธ์
            2 วิธีง่ายๆ ที่สามารถหาค่าความสัมพันธ์ของสินค้าต่างๆ คือ
  1. https://www.mataf.net/en/forex/tools/correlation : Website นี้จะให้เราเลือกคู่สกุลเงิน แล้วมาดูว่ามันมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ค่าความสัมพันธ์จะตกอยู่ในช่วง -100 (Negative) ถึง +100 (Positive)
  2. https://www.tradingview.com/ : Website นี้มี Indicator ที่ชื่อว่า Correlation Coefficient ในการดูค่าความสัมพันธ์ของแต่ละโปรดักส์

ทีมงาน : forexthairich.com

5 สิ่งที่หาไม่ได้จากตำราการเทรด

5 สิ่งที่หาไม่ได้จากตำราการเทรด

            การศึกษาการลงทุนต่างๆในโลกการเงินแห่งนี้ ต้องอาศัยการเรียนรู้อย่างหนัก เพื่อที่จะได้รับความสามารถในศาสตร์นั้นๆมา เช่นเดียวกับการเทรด Forex นั้นต้องทำการบ้าน , ต้องวิเคราะห์ตลาด , ต้องประเมินความเสี่ยงในการเทรด , การบริหารหน้าตัก , ควบคุมอารมณ์ และอีกต่างๆมากมาย ถึงแม้ว่าเราจะศึกษาอ่านหนังสือการเทรด หรือลงเรียนคอร์สต่างๆ อย่างหนักหน่วงแล้ว แต่ยังมีอีกหลากสิ่งที่หาไม่ได้จากตำรา นั้นก็คือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์จริง


  1. อารมณ์ตอนเทรดราวกับนั่งรถไฟเหาะ – เมื่อก้าวเข้ามาเทรดใน Forex ครั้งแรก มักทราบว่าตลาดแห่งนี้สามารถกระชากอารมณ์ของเราออกมาอย่างรุนแรง แม้ว่าตัวเราจะนั่งอยู่นิ่งๆก็ตาม อารมณ์ที่ต้องเจอทั้ง ดีใจ , กลัว , สับสน , ตื่นเต้น , เครียด และอื่นๆมากมาย ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ต้องจัดการมันให้ได้
  2. เราไม่สามารถควบคุมตลาดได้ – ในตลาด Forex มีมูลค่าการเทรดต่อวันราว 5.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เทรดเดอร์เพียง 1 คน จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาในตลาด ดังนั้นอย่าคิดว่าตัวเองเก่งกว่าตลาด เทรดตามสภาพตลาด ณ ที่เป็นตอนนั้นดีกว่า
  3. ความโลภอาจนำไปสู่หายนะ – ความโลภหากใช้มันอย่างเหมาะสมก็จะเป็นสิ่งที่ดี เป็นแรงจูงใจให้เราก้าวไปข้างหน้า แต่ถ้าหากมีความโลภมากเกินไป ในการเทรดนั้นมันจะนำพาไปสู่หายนะได้
  4. รอให้เป็น – อย่าไปรีบเทรด อย่าคันมือ รอจังหวะที่ราคาเข้า Set up ของเรา ค่อยเทรด รอจังหวะที่หน้าเทรดของเรานั้นมี Risk reward ratio ที่ดี ค่อยเทรด อย่าไปกังวลว่าจะตกรถ หรือเสียโอกาส เพราะใน Forex โอกาสมาให้เห็นอยู่เสมอ
  5. มีเสี่ยงบ้าง – การเทรดก็เปรียบเสมือนการทำธุรกิจ ต้องมีความเสี่ยงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่าจะทำธุรกิจแล้วไม่มีความเสี่ยง ดังนั้นต้องเข้าใจว่าในการเทรดอาจมีแพ้บ้าง แต่ของให้การแพ้นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนทางในการนำไปสู่การชนะในภาพรวม

ทีมงาน : forexthairich.com